แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ samsung galaxy grand แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ samsung galaxy grand แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2557

เมื่อมือถือเป็นมากกว่ามือถือ: รู้จักกับตลาดมือถือหรู

เมื่อมือถือเป็นมากกว่ามือถือ: รู้จักกับตลาดมือถือหรู
เวลาเราพูดถึงโทรศัพท์มือถือแล้ว สิ่งที่เรามักจะนึกถึงคือโทรศัพท์ที่อยู่ในกลุ่มของตลาดทั่วไป (mass) ซึ่งมีหลากหลายราคาตั้งแต่ระดับราคาต่ำมากในหลักร้อย ไปจนถึงในระดับราคาหลักหมื่นต้นไปแตะที่หมื่นกลางก็มี
อย่างไรก็ตาม ยังคงมีอีกหนึ่งตลาดสำหรับโทรศัพท์มือถือ และถือว่าเป็นตลาดที่มีมูลค่าค่อนข้างสูง และเรามักจะไม่ค่อยเห็นกันโดยทั่วไป ตลาดเหล่านั้นคือตลาดมือถือหรู ซึ่งราคาของโทรศัพท์ในตลาดเหล่านี้ เริ่มต้นกันที่หลักหมื่นบาทไปจนถึงไม่มีที่สิ้นสุดของราคา เรียกง่ายๆ ว่าเงินมีเท่าไหร่ โทรศัพท์มือถือเหล่านี้ก็มีวางขายครับ
บทความนี้จะเป็นการแนะนำสั้นๆ เกี่ยวกับโทรศัพท์มือถือหรู โดยเน้นไปที่แนวคิดคร่าวๆ แล้วก็แนะนำผู้เล่นในตลาดนี้กันครับ
ทำไมถึงต้อง มือถือหรู?: คำอธิบายเชิงทฤษฎีสังคมวิทยาและประวัติศาสตร์
ในเชิงทฤษฎีทางสังคมศาสตร์ การบริโภคสินค้าที่มีความหรูหราเหล่านี้ (ไม่จำกัดเฉพาะแต่เพียงมือถือเท่านั้น) มีชื่อเรียกว่า Conspicuous consumption หรือแปลภาษาไทยคือ การบริโภคเพื่อแสดงสถานะ อันเป็นคำที่ถูกคิดขึ้นโดยนักสังคมวิทยาชาวอเมริกัน Thorstein Veblen ในหนังสือชื่อ The Theory of the Leisure Class: An Economic Study in the Evolution of Institutions ในปี 1899

Thorstein Veblen นักทฤษฎีสังคมวิทยาชาวอเมริกัน (ภาพจาก Wikipedia)
อธิบายอย่างง่ายที่สุด การบริโภคเพื่อแสดงสถานะ คือการจ่ายเงินไปเพื่อจัดหาสินค้าหรือบริการที่เป็นของหรูหรา ฟุ่มเฟือย (luxury) เพื่อแสดงออกอย่างชัดเจนถึงสถานะและพลังทางเศรษฐกิจของตัวเอง ไม่ว่าจะโดยรายได้หรือความมั่งคั่งของตัวเองที่สะสมไว้ กล่าวอย่างง่ายก็คือ ใช้วัตถุหรือการบริโภคเป็นเครื่องหมายที่แสดงถึงความมั่งมีนั่นเอง
ทฤษฎีของ Veblen แม้จะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 19 ตอนปลาย ต่อเนื่องมายังศตวรรษที่ 20 ตอนต้น เพราะในช่วงเวลานั้นเกิดกลุ่ม “คนรวยใหม่” (nouveau riche) ที่รวยจากการสะสมของเงินทุนและความร่ำรวย อันเป็นผลจากการปฏิวัติอุตสาหกรรม (เทียบง่ายๆ กับบ้านเราคือช่วงยุคก่อร่างสร้างตัวของบรรดาเศรษฐีชาวจีนที่อพยพมาอยู่ที่ ไทยในฐานะคนรวยใหม่ กับเจ้านายขุนนาง ที่เป็นกลุ่มคนรวยเก่า) แต่ทฤษฎีของ Veblen ก็ยังคงปรับใช้ได้ดีในยุคปัจจุบัน นั่นก็เพราะว่าโครงสร้างทางสังคมที่อิงฐานของทุนนิยมในลักษณะของสังคมสมัย ใหม่ ทำให้การขยับพื้นที่ของชนชั้นเป็นไปได้ง่ายยิ่งขึ้น ไม่ต้องมีโครงสร้างการควบคุมอย่างเช่น ระบบศักดินา เข้ามาเป็นตัวกำกับ สิ่งที่เกิดขึ้นคือคนรวยใหม่จึงมีขึ้นได้เสมอนั่นเอง
สิ่งที่คนรวยใหม่พึงจะกระทำได้ เพื่อขยับฐานะ (หรืออย่างน้อยเพื่อทำให้เป็นที่รู้จัก) หนทางหนึ่งนอกจากการมี “บริวาร” หรือผู้คนในฐานะ “เครื่องใช้ไม้สอย” (ไม่จำเป็นต้องอยู่ในฐานะของทาส แต่อาจมาในรูปของ “สายสัมพันธ์”) คือการแสดงออกโดยผ่านการบริโภคสินค้าหรูหรา ฟุ่มเฟือยเหล่านี้ ในฐานะสิ่งที่สื่ออย่างชัดเจนต่อสายตาของบุคคลภายนอกถึงความร่ำรวย ความซับซ้อนของรสนิยม ในรูปแบบเชิงประจักษ์นั่นเอง

ภาพจาก Trendymen.ru
เมื่อหันกลับมาพิจารณาในตลาดโทรศัพท์มือถือหรูหราเหล่านี้ ย่อมสามารถบอกได้ว่าโทรศัพท์มือถือในกลุ่มนี้มีสถานะของการเป็น “เครื่องมือแสดงออก” ถึงความร่ำรวยของบรรดาคนร่ำรวยเหล่านี้ ไม่ว่าจะในกลุ่มของคนรวยใหม่ หรือกลุ่มคนรวยเก่าก็ตาม ดังนั้นโทรศัพท์มือถือกลุ่มนี้ ความหรูหราจึงเป็นประเด็นหลัก มากกว่าจะเป็นเรื่องของประสิทธิภาพ และ/หรือความสามารถ เพราะมือถือจะต้องเป็นเครื่องมือที่สามารถสื่อถึงความร่ำรวยหรือสถานะทางชน ชั้นของตัวเองที่สังกัดอยู่
ตลาดมือถือหรูหราไม่ได้เกิดขึ้นมาก่อนหน้าปี 2000 แต่กลับปรากฏตัวหลังปี 2002 เป็นต้นมา แนวคิดของการสร้างโทรศัพท์มือถือหรูต้องยกให้ Nokia ภายใต้การนำของ Frank Nuovo ซึ่งตอนนั้นเป็นหัวหน้าแผนกออกแบบของโนเกีย สมัยที่ยังไม่ขายส่วนกิจการโทรศัพท์มือถือไปให้ไมโครซอฟท์

Frank Nuovo (ภาพจาก datzing.com-beta.com)
Nuovo มองว่าไม่มีเหตุผลใดที่ไม่ทำโทรศัพท์มือถือหรูหรือราคาแพงแบบเดียวกับนาฬิกา ถ้าคนรวยสามารถจ่ายเงินไปกับนาฬิกาข้อมือที่แพงมากๆ (เช่น Ulysse Nardin, IWC, Vacheron Constantin, Patek Philippe) ทำไมจะจ่ายเงินกับโทรศัพท์มือถือแบบเดียวกับนาฬิกาไม่ได้บ้าง? สิ่งที่เกิดขึ้นคือการก่อตั้งแผนก Vertu ที่รับผิดชอบกลุ่มของโทรศัพท์มือถือราคาแพง และเปิดตัวสินค้า Vertu Signature ในปี 2002 นับเป็นการเปิดพื้นที่โทรศัพท์มือถือราคาแพงเป็นครั้งแรก
หลังจากนั้นเป็นต้นมา มีบริษัทมือถือหรูหน้าใหม่เกิดขึ้นในตลาดเป็นจำนวนมาก (เช่น Mobiado ในปี 2004, GRESSO ในปี 2007) สิ่งที่เกิดขึ้นอีกด้านคือ บริษัทแฟชั่นเริ่มหันไปจับมือกับผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือ เพื่อร่วมกันออกแบบสินค้าใหม่ แล้วแปะยี่ห้อ/แบรนด์ของตัวเองลงไปบนโทรศัพท์ (เช่น LG กับ Prada, Giorgio Armani กับ Samsung, Bang & Olufsen กับ Samsung) และแม้กระทั่งบริษัทด้านดีไซน์ อย่าง Porsche Design ที่เดินเข้าสู่สนามนี้กับ BlackBerry ด้วย
ขนาดของตลาดและการเติบโต
โทรศัพท์มือถือกลุ่มนี้มักไม่เปิดเผยตัวเลขหรือแม้กระทั่งยอดขายให้ สาธารณะรับรู้ แต่ตัวเลขจากการคาดการณ์ของสำนักวิจัย ABI Research ในปี 2009 ระบุว่ามูลค่าของตลาดนี้มีอยู่ที่ 11,000 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ และอาจจะพุ่งสูงถึง 43,000 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2013
สำหรับประเทศไทย แม้ไม่มีตัวเลขปรากฏอย่างชัดเจน แต่จากรายงานของ Euromonitor ที่เป็นรายงานของกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์หรูหรา (Luxury Electronic Gadgets) ซึ่งระบุรวมทั้งโทรศัพท์มือถือหรูและเครื่องเล่นเพลง MP3 แบบหรู ระบุว่าในปีที่แล้ว (2013) ตลาดของผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้ในประเทศไทยมีอัตราการเติบโตอยู่ที่ 6% และมีมูลค่าที่ 90 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 2,800 ล้านบาท)
นักวิเคราะห์ Matt Lewis จากบริษัทวิจัยตลาด ARCchart มองว่าตลาดนี้มียอดของการเติบโตสูง เพราะ กำไรต่อหน่วย (margin) สูงมาก ในขณะที่ต้องผลิตเป็นจำนวนที่น้อยกว่ามือถือทั่วไปมาก อาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือและผู้ผลิตสินค้าแฟชั่น จำนวนมาก สนใจมาเล่นในตลาดนี้
อย่างไรก็ตามตลาดนี้ก็ถือว่า “ไม่ง่าย” สำหรับผู้ผลิต เพราะมีอัตราการแข่งขันสูง ทำให้หลายยี่ห้อทำสินค้าออกมาครั้งเดียวแล้วไม่ทำต่ออีก หรือทำได้ไม่นานอย่างที่คิด เช่น Ulysse Nardin ผู้ผลิตนาฬิกาหรูสัญชาติสวิส ที่ออกโทรศัพท์ Ulysse Nardin Chairman ด้วยราคาที่แพงลิบลิ่ว (ประมาณ 170,000 เหรียญดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 5 ล้านบาท หากคิดจากอัตราแลกเปลี่ยนปัจจุบัน) หรือ Christian Dior ผู้ผลิตสินค้าหรูจากฝรั่งเศส ที่ออกโทรศัพท์อย่าง Dior Phone Touch ออกมา (รุ่นเริ่มต้นที่ราคาประมาณ 160,000 บาท คำนวณจากอัตราแลกเปลี่ยนปัจจุบัน) ก่อนที่จะไม่ทำต่ออีก อีกกรณีตัวอย่างที่ชัดเจนคือ LG Prada ซึ่งออกมาได้เพียงสามรุ่นก็เลิกไป

Ulysse Nardin Chairman หนึ่งในโทรศัพท์มือถือหรูที่มีราคาแพงที่สุดของโลก (ภาพจาก Engadget)
ผู้เล่นในตลาด
สำหรับผู้เล่นในตลาดโทรศัพท์มือถือหรูปัจจุบันมีอยู่มากมาย ทั้งที่เป็นฟีเจอร์โฟน หรือสมาร์ทโฟน แต่ถ้าจะแบ่งให้ชัดเจนสามารถแบ่งออกได้เป็นสองส่วนหลัก ซึ่งก็คือ
  • ผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือหรู ประกอบด้วยบริษัทที่ผลิตมือถือหรูมาตั้งแต่แรก กับผู้ผลิตอุปกรณ์แฟชั่นที่หันมาจับตลาดโทรศัพท์มือถือหรู บทความนี้จะกล่าวถึงบริษัทเหล่านี้ โดยเน้นกลุ่มที่มีผลิตภัณฑ์ออกมาอย่างต่อเนื่อง (จะไม่กล่าวถึงบริษัทหรือผู้ผลิตที่ออกผลิตภัณฑ์มาได้เพียงรุ่นเดียว แล้วก็เลิกผลิต)
  • ผู้ดัดแปลงโทรศัพท์มือถือ กลุ่มนี้จะเป็นลักษณะที่นำเอาโทรศัพท์มือถือในท้องตลาดที่มีอยู่ มาผ่านกระบวนการบางอย่าง (เช่น ชุบทอง หรือใส่อัญมณี) เพื่อทำให้โทรศัพท์เหล่านั้นมีราคาที่แพงขึ้นกว่าเดิม ส่วนมากมักจะไม่ได้ผลิตหรือออกแบบมือถือด้วยตนเอง (ตัวอย่างเช่น Goldgenie) ซึ่งจะไม่กล่าวถึงในบทความนี้
ผู้เล่นที่ผลิตโทรศัพท์มือถือเป็นของตนเอง หรือร่วมออกแบบโทรศัพท์และทำมาอย่างต่อเนื่อง มีจำนวนไม่มากนัก ที่พอจะกล่าวถึงได้ก็มีดังต่อไปนี้
Vertu
Vertu เป็นผู้ริเริ่มในการสร้างตลาดนี้ตั้งแต่แรก กำเนิดขึ้นจากวิสัยทัศน์ของ Frank Nuovo ระหว่างที่กำลังทำโครงการ Nokia ซีรีส์ 8800 ในปี 1995 ที่อังกฤษ และเริ่มก่อตัวอย่างจริงจังช่วงปี 1998-2000 ก่อนที่จะเปิดตัวด้วย Vertu Signature ในปี 2002 ปัจจุบันมีวางจำหน่ายทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย
จุดขายของ Vertu อยู่ที่การเป็นโทรศัพท์ที่ประกอบด้วยมือแบบเดียวกับนาฬิกาที่ประกอบจากมือใน ประเทศสวิส (เช่น Hublot) กลไกภายใน (เช่นปุ่มกดที่ทำจากทับทิม ซึ่ง Vertu อ้างว่าทนทานกว่า) วัสดุที่หรูกว่า (ใช้หนังแท้) เสียงเรียกเข้าที่เล่นโดยวงดุริยางค์กรุงลอนดอน รวมถึงการบริการเลขาส่วนตัวที่ขึ้นชื่อเรื่องการจัดหาสินค้าและบริการต่างๆ
ราคาของ Vertu เริ่มต้นที่ประมาณ 200,000 บาท จนไปจบที่หลักล้าน
Mobiado
Mobiado เป็นผู้เล่นรายที่สองต่อจาก Vertu ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2004 ที่ประเทศแคนาดา โดยออกแบบโทรศัพท์ด้วยตนเอง รวมถึงซอฟต์แวร์ภายในที่ปรับแต่งเอง แต่ใช้บอร์ดภายในที่เป็นชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์จากผู้ผลิตรายอื่น (เช่น Nokia)
สิ่งที่ Mobiado เน้นคือเรื่องของวัสดุและการออกแบบ โดยล่าสุด Mobiado ได้ออกรุ่นที่ให้ศิลปินของบริษัท ลงสีจริงบนตัวเครื่องด้วยในชื่อซีรีส์ Professional 3 DC รวมถึงความแม่นยำของการผลิตที่เกิดจากการใช้เครื่องผลิตแบบ CNC ที่เป็นเครื่องจักรในการใช้ผลิตหรือขึ้นรูปชิ้นงานที่เป็นโลหะ ควบคุมด้วยคอมพิวเตอร์
ปัจจุบัน Mobiado มีจำหน่ายอยู่ในหลายทวีปทั่วโลก ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะได้รับความนิยมอย่างมากในประเทศเวียดนาม สำหรับประเทศไทยยังไม่มีปรากฏวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการชัดเจน
ราคาของ Mobiado เริ่มต้นที่ประมาณ 60,000 บาท จนไปจบที่หลักล้านสำหรับรุ่นที่หายากและมีจำนวนการผลิตที่น้อย
TAG Heuer
หนึ่งในผู้ผลิตนาฬิกาที่หันมาผลิตโทรศัพท์มือถือตั้งแต่ปี 2008 โดยร่วมมือกับบริษัท ModeLabs ที่เป็นผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือในประเทศฝรั่งเศส ผลิตโทรศัพท์ที่เป็นฟีเจอร์โฟนสำหรับตลาดหรูในชื่อ Meridiist และสมาร์ทโฟนในชื่อ LINK และ Racer (ตามชื่อรุ่นของนาฬิกา)
จุดขายของ TAG Heuer อยู่ที่การออกแบบ วัสดุ นวัตกรรม (เช่น Meridiist Infinite โทรศัพท์ชาร์จตัวเองได้จากพลังงานแสงอาทิตย์) และแบรนด์ที่เข้มแข็งจากตลาดนาฬิกาหรู โดยปัจจุบัน TAG Heuer จำหน่ายทั่วโลกผ่านร้านค้าของ TAG Heuer ที่ตั้งอยู่ตามประเทศต่างๆ รวมถึงประเทศไทย
ราคาของ TAG Heuer เริ่มต้นที่ประมาณ 100,000 บาท ไปจบที่ประมาณแสนกลาง (ประมาณ 400,000 บาท) สำหรับรุ่นที่จำหน่ายในประเทศไทย ซึ่งเป็นสมาร์ทโฟนทั้งหมด

Gresso

Gresso เป็นผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือและอุปกรณ์เสริมจากสหรัฐอเมริกา โดยเน้นทำตลาดสำหรับโทรศัพท์มือถือในกลุ่มประเทศรัสเซียและอดีตสหภาพโซเวียต ยุโรป และสหรัฐอเมริกา ปรากฏตัวครั้งแรกในปี 2006 พร้อมกับโทรศัพท์มือถือฟีเจอร์โฟนที่ทำจากไม้ African Blackwood และทองคำ อย่างไรก็ตามประวัติของ Gresso ถือว่าไม่ชัดเจนมากที่สุด เพราะในตอนเปิดตัวปี 2006 นั้น ช่องทางเดียวที่จะติดต่อได้คือผ่านอีเมลเท่านั้น
ข้อเด่นของ Gresso คล้ายกับ Mobiado คือการออกแบบโทรศัพท์ตัวเอง เลือกใช้วัสดุที่หายากหรือมีราคาสูง ประกอบด้วยมือ รวมไปถึงการปรับแต่งซอฟต์แวร์ด้วย แต่จัดหาวัสดุที่เป็นส่วนประกอบอิเล็กทรอนิกส์จากบริษัทอื่นแทน
ปัจจุบัน Gresso มีทั้งสมาร์ทโฟนและฟีเจอร์โฟน (ไม่นับรวมเคส) ราคาอยู่ที่ประมาณ 60,000 บาท ไปจนถึงแสนต้นๆ สำหรับ Radical ที่เป็นสมาร์ทโฟนของบริษัท

Porsche Design

Porsche Design เป็นบริษัทลูกของ Porsche AG บริษัทผู้ผลิตรถยนต์หรูจากเยอรมนี ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2003 อันเป็นผลจากการรวมกันของบรรดาสินค้าที่เป็นอุปกรณ์เสริมและเครื่องประดับ ของ Porsche เช่น เสื้อผ้า กระเป๋า นาฬิกา แว่นตา เป็นต้น
Porsche Design เริ่มทำตลาดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ โดยเฉพาะกับโทรศัพท์มือถือมาตั้งแต่ปี 2008 (พร้อมๆ กับ TAG Heuer) ในหมวดสินค้า P’9000 แรกเริ่มจับมือกับ Sagem หนึ่งในผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือในเวลานั้น ผลิตฟีเจอร์โฟนออกมาสองรุ่น คือ P’9521 ที่เป็นโทรศัพท์แบบฝาพับ และ P’9522 ที่เป็นโทรศัพท์ทรงแท่ง (candy bar) ก่อนที่จะหันไปจับมือกับ BlackBerry ออกโทรศัพท์มือถือรุ่น P’9981 ในปี 2011 (ดัดแปลงมาจาก Bold 9900) และ P’9982 (ดัดแปลงมาจาก Z10) ในปี 2013
จุดเด่นของ Porsche Design อยู่ที่เรื่องของการออกแบบเป็นหลัก ซึ่งถึงแม้ว่าจะใช้วัสดุที่ดีกว่าโทรศัพท์มือถืออื่นในท้องตลาด แต่ก็ไม่ได้ดีมากแบบก้าวกระโดดแต่อย่างไรเมื่อเทียบกับผู้ผลิตรายอื่น ทำให้ราคาของโทรศัพท์ Porsche Design มีราคาที่ค่อนข้างถูกกว่าคู่แข่ง (ประมาณ 60,000 - 70,000 บาท)

Savelli

Savelli ถือเป็นหนึ่งในรายล่าสุดที่เข้ามาสู่ตลาดของสมาร์ทโฟนมือถือหรู ตั้งชื่อตามผู้ก่อตั้ง Alessandro Savelli ซึ่งมาจากตระกูลที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับอัญมณีและเครื่องประดับ โดยมีผู้ร่วมก่อตั้งคือ Ketty Pucci-Sisti Maisonrouge เจ้าแม่แห่งวงการแฟชั่น ผู้เป็นเจ้าของ KM&Co. ที่เป็นบริษัทช่วยเหลือด้านเงินทุนและคำปรึกษาแก่สตาร์ทอัพในตลาดของสินค้า หรู ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2011 ที่นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส และเปิดตัวครั้งแรกเมื่อปี 2013
จุดเด่นของ Savelli อยู่ที่การเป็นโทรศัพท์มือถือหรูที่ออกแบบมาเพื่อ “ผู้หญิง” โดยเฉพาะ ลักษณะของโทรศัพท์มือถือจึงออกแบบมาด้วยรูปแบบที่โค้งมน ผิดจากโทรศัพท์มือถือหรูในตลาดแบรนด์อื่นๆ นอกเหนือจากนั้นคือเรื่องของการใช้วัสดุที่หรูหรา
อย่างไรก็ดี Savelli ยังคงวางจำหน่ายส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มประเทศแถบยุโรป และยังไม่มีแผนวางจำหน่ายนอกเหนือจากยุโรปในขณะนี้ โดยราคาเริ่มต้นอยู่ที่หลักแสนขึ้นไป และไปจบที่หลักสิบล้านในรุ่นพิเศษ
และนี่ถือเป็นภาพรวมของผู้เล่นรายต่างๆ ของตลาดมือถือหรูนะครับ ผมจะทยอยคัดเลือกบริษัทหรือผู้ผลิตที่น่าสนใจเหล่านี้มานำเสนอในอนาคตต่อไป ถ้าหากมีเวลาและโอกาสครับ
ขอบคุณเนื้อหา และภาพประกอบ
บทความโดย: 
ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>> hitech.sanook.com

วันจันทร์ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2557

4G เจ้าไหนดี?? พบกับผลการทดสอบ 4G LTE

4G เจ้าไหนดี?? พบกับผลการทดสอบ 4G LTE ในอเมริกา
          เว็บไซท์ CNET ได้ทำการทดสอบ 4G LTE ของผู้ให้บริการสี่เจ้าดังของอเมริกาคือ AT&T, Verizon, Sprint และ T-Mobile บนโทรศัพท์ LG G3 จากสภาพแวดล้อมเดียวกัน
          โดยการทดสอบนั้นประกอบไปด้วยการใช้แอพพลิเคชันทดสอบความเร็ว Speedtest.net เพื่อดูความเร็วเฉลี่ย การ ดาว์นโหลดไฟล์ทั้งแอพพลิเคชัน ภาพยนตร์ เพื่อดูระยะเวลาที่ใช้ทั้งหมด และ การทดสอบเข้าเว็บไซท์เพื่อดูระยะเวลาในการโหลดหน้าเว็บ โดยการทดสอบนั้นทำจากที่เดียวกัน เวลาช่วงเดียวกัน โดยการทดสอบทำอย่างละ 5 ครั้งเพื่อหาเวลาเฉลี่ย และเครื่องที่ใช้ทดสอบ ได้ทำการลบข้อมูล รีเซตเครื่องก่อนนำมาทดสอบเพื่อให้เหมือนเครื่องใหม่ที่สุด
โดยผลการทดสอบได้ออกมาดังนี้
เห็นความเร็วอย่างนี้ ใครที่จะไปใช้งาน 4G LTE ที่สหรัฐอเมริกา คงนำไปใช้ตัดสินใจเลือกค่ายมือถือกันได้ ส่วนในประเทศไทยก็หวังว่าเร็วๆนี้เราจะได้มีโอกาสทดสอบอย่างนี้บ้างเนอะ
ที่มา CNET
สนับสนุนเนื้อหา: Arip

วันจันทร์ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

เคล็ด (ไม่) ลับ ในการเลือกซื้อแท็บเล็ต แบบไหนที่เหมาะกับการใช้งานของเรา

เคล็ด (ไม่) ลับ ในการเลือกซื้อแท็บเล็ต แบบไหนที่เหมาะกับการใช้งานของเรา
ปัญหาการเลือกซื้อ แท็บเล็ต () ก็เหมือนกับการเลือกซื้อ โทรศัพท์มือถือ ครับ เพราะจะเกิดคำถามเดียวกันว่าควรจะซื้อรุ่นไหนมาใช้งานดี ถึงจะคุ้มค่ามากที่สุด
ซึ่งปัจจุบัน มีแท็บเล็ตออกมาให้เลือกซื้อกันอย่างมากมาย ด้วยสเปค และราคาที่ต่างกันไป อีกทั้ง ยังมีให้เลือกถึง 3 ระบบปฏิบัติการด้วยกัน ได้แก่ iOS อย่าง iPad, Android และ Windows Phone มาดูกันครับว่า หลักในการเลือกซื้อ แท็บเล็ต มีปัจจัยอะไรบ้าง
ซื้อแท็บเล็ตไปเพื่ออะไร?
แม้ว่าปัจจุบัน กระแสของแท็บเล็ต จะเริ่มเข้ามาแทนที่ โน้ตบุ๊ค หรือ แล็ปท็อป กันบ้างแล้ว แต่ก็ต้องยอมรับครับว่า ในบางครั้ง แท็บเล็ต ยังไม่สามารถแทนที่ โน้ตบุ๊ค ได้ 100% แม้ว่า แท็บเล็ต จะสามารถพกพาได้อย่างคล่องตัวกว่า แต่ถ้าพูดในแง่ของการใช้งานจริงๆ โดยเฉพาะเรื่องของงานเอกสาร การทำผ่าน โน้ตบุ๊ค น่าจะสะดวกกว่ามาก เพราะมีฟังก์ชันให้ใช้งานมากกว่า แต่ถ้าหากพูดในแง่ของ Media Consumption หรือการใช้งานเพื่อความบันเทิง เช่น อ่านเว็บไซต์, เล่นเกม, ดูหนัง, ฟังเพลง ถือว่า ในจุดนี้ แท็บเล็ต ตอบโจทย์ได้มากทีเดียว บวกกับคุณสมบัติในการพกพาได้ง่ายแล้ว น่าจะทำให้เป็นจุดที่ตัดสินใจซื้อได้ง่ายมากขึ้น
อย่างไรก็ดี หลายๆ ท่านซื้อ แท็บเล็ต เพราะตามกระแส ไม่สนใจว่า สเปคเป็นอย่างไร ขอแค่มี และราคาถูก สุดท้าย ก็กลายเป็นที่ทับกระดาษดีๆ เนื่องจากใช้งานไม่คุ้มเท่าที่ควร ฉะนั้น ควรจะต้องตอบคำถามตัวเองก่อนว่า อยากได้ แท็บเล็ต ไปใช้งานด้านไหนกันแน่
เลือกระบบปฏิบัติการที่ถูกใจ
คงจะเคยได้ยินกันมาบ้างใช่หรือไม่ครับว่า iOS เสถียรกว่า Android หรือ Android ดีกว่า iOS จริงๆ แล้ว ระบบปฏิบัติการใด จะดีที่สุด อยู่ที่ตัวผู้ใช้งานเป็นหลักมากกว่า หลายๆ ท่านที่เลือก iOS ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะ มีแอปพลิเคชันให้เลือกใช้มากมาย ส่วนท่านที่เลือก Android เพราะชอบการปรับแต่ง มี Widget ให้เลือกใช้ หรือจะเป็น Windows 8 ที่เน้นใช้งานเอกสารพวก Office จะสะดวกกว่า ทั้งนี้ทั้งนั้น ไม่มีระบบปฏิบัติการไหนดีที่สุด อยู่ที่ตัวผู้ซื้อเองว่า ชอบอะไรครับ
ขนาดหน้าจอ และความจุในตัวเครื่อง
ปัจจุบัน แท็บเล็ต มีขนาดหน้าจอให้เลือกตั้งแต่ 7-11 นิ้ว ยิ่งเลือกหน้าจอขนาดใหญ่ขึ้น แม้จะได้พื้นที่ในการใช้งานมากขึ้นก็จริง แต่ก็แลกมาด้วยน้ำหนักที่มากขึ้นกว่ารุ่นหน้าจอเล็ก และทำให้การพกพาลำบากขึ้นอีกเล็กน้อย ซึ่งวิธีการเลือกซื้อว่า ขนาดหน้าจอเท่าไหร่ จึงจะเหมาะสมกับการใช้งานของเรา ง่ายๆ ครับ แค่ไปทดลองเล่นด้วยตัวเอง ตามร้านค้าตัวแทนจำหน่ายต่างๆ เพื่อให้เบื้องต้น สามารถรับรู้ได้ว่า เมื่อหยิบจับมาแล้ว รู้สึกอย่างไร
ส่วนอีกเรื่องที่ถือว่า เป็นเรื่องสำคัญต่อการเลือกซื้อ แท็บเล็ต ด้วยเช่นกัน นั่นก็คือ ความจุในตัวเครื่อง ปัจจุบัน แท็บเล็ต มีให้เลือกตั้งแต่ 8 GB ไปจนถึง 128 GB ซึ่งบางรุ่น สามารถใส่หน่วยความจำภายนอกแบบ microSD card ได้ด้วย ฉะนั้น ผู้ใช้งานจะต้องรู้ใจตัวเองก่อนว่า เป็นคนที่ใช้งานในระดับไหน ชอบลงแอปพลิเคชันเยอะ ลงเกมเยอะๆ มีรูปเยอะ ดูหนัง ฟังเพลง ก็จัดไปเลย 32 GB หรือ 64 GB แต่ถ้าหากเล่นแบบ แอปฯ นิดๆ เกมหน่อยๆ แค่ 16 GB ก็น่าจะเพียงพอแล้ว แต่สำหรับ Android tablet บางรุ่น ที่เพิ่ม microSD card ได้ ให้ซื้อรุ่นความจุ 16 GB เนื่องจากราคาถูกกว่า แต่ซื้อ microSD card มาใส่เพิ่มทีหลัง จะช่วยประหยัดเงินไปได้มาก แต่สำหรับ iPad จะต้องเลือกให้เหมาะสมตั้งแต่แรก เพราะไม่สามารถเพิ่ม microSD card ได้ครับ
ซื้อแค่รุ่นรองรับ Wi-Fi หรือรองรับ 3G ดี?
แท็บเล็ตที่รองรับได้ทั้ง Wi-Fi และ 3G ในตัว เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องพกพา แท็บเล็ต ไปใช้งานนอกบ้านอยู่เป็นประจำ แต่ถ้าหากเล่น แท็บเล็ต เฉพาะในบ้าน การเลือกซื้อ แท็บเล็ต ที่รองรับ Wi-Fi เพียงอย่างเดียว น่าจะตอบโจทย์มากกว่า อีกทั้งราคายังถูกกว่ารุ่นที่รองรับทั้ง Wi-Fi + 3G อีกด้วย
และข้างต้นนี้ คือปัจจัยหลักๆ สำหรับการเลือกซื้อ แท็บเล็ต มาใช้งานสักรุ่น ซึ่งประเด็นสำคัญในการเลือกซื้อ อยู่ที่ผู้ใช้เป็นหลักครับว่า ต้องการแท็บเล็ตมาใช้งานประเภทใด รวมไปถึงงบประมาณในกระเป๋าด้วย รุ่นที่สเปคแรง ย่อมมีราคาที่แพงเป็นธรรมดา แต่ในบางครั้ง เราอาจจะไม่จำเป็นต้องใช้แท็บเล็ตสเปคแรงเสมอไปก็ได้ครับ
สนับสนุนเนื้อหา: www.techmoblog.com
ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>> hitech.sanook.com

วันอังคารที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2557

ห้ามทำแบบนี้! ถ้าไม่อยากให้แบตเตอรี่บน สมาร์ทโฟน และ แท็บเล็ต เสื่อมเร็ว

ห้ามทำแบบนี้! ถ้าไม่อยากให้แบตเตอรี่บน สมาร์ทโฟน และ แท็บเล็ต เสื่อมเร็ว

นอกจากปัญหาเรื่อง แบตหมดเร็ว จะเป็นจุดอ่อนที่ผู้ใช้ทั้ง สมาร์ทโฟน และ แท็บเล็ต กังวลแล้ว เรื่องของ แบตเสื่อมเร็วก็ ถือว่า เป็นปัญหาที่ผู้ใช้หลายราย กำลังเผชิญอยู่ด้วยเช่นกัน มีหลายท่านที่ใช้โทรศัพท์ได้ไม่ถึงปี กลับเกิดปัญหาเรื่องของ แบตเสื่อม แถมยังโทษ สมาร์ทโฟน ที่ซื้อมาด้วยว่า ไม่ดี ใช้ไม่ทน แต่กลับไม่ได้มองว่า
เรามีพฤติกรรมการใช้ สมาร์ทโฟน หรือ แท็บเล็ต อย่างไร ถูกต้องหรือไม่ โดยในวันนี้ ทีมงาน techmoblog มีวิธีการดูแลแบตเตอรี่ให้เสื่อมช้าลง ด้วยการ ห้ามทำ พฤติกรรมแบบนี้ กับ สมาร์ทโฟน หรือ แท็บเล็ต ของเรา จะมีข้อห้ามอะไรบ้าง มาชมกันเลยดีกว่าครับ
การชาร์จแบตเตอรี่
การชาร์จแบตเตอรี่ ถือว่า เป็นปัจจัยหลักที่จะบ่งบอกได้ว่า แบตเตอรี่จะใช้ได้ยาวนาน หรือเสื่อมเร็วขึ้นกว่าเดิม สำหรับแท็บเล็ต หรือสมาร์ทโฟน นั้น ควรจะปล่อยให้พลังงานแบตเตอรี่ เหลือเกิน 50% จะดีที่สุด ยิ่งเราปล่อยให้แบตเตอรี่เหลือ 0% บ่อยๆ ยิ่งทำให้แบตเตอรี่เสื่อมเร็วมากขึ้นเท่านั้น และที่สำคัญ อย่าพยายามชาร์จจนเต็ม 100% เพราะนั่นก็คือเป็นสาเหตุที่ทำให้ แบตเตอรี่ค่อยๆ เสื่อมอายุลง ฉะนั้น ถ้าหากแบตเตอรี่ลดลงถึงระดับ 40% ก็ควรจะหยิบสายออกมาชาร์จกันได้แล้ว และควรจะชาร์จให้อยู่ที่ระดับ 90% นะครับ อย่าเสียบชาร์จทิ้งไว้ทั้งคืน หรือถ้าต้องการชาร์จให้เต็ม 100% ควรจะทำแค่เดือนละหนก็พอครับ
ความร้อน
หลายๆ ท่านคงจะทราบกันดีอยู่แล้วว่า ความร้อน คือศัตรูของแบตเตอรี่แบบ Lithium-ion เลยทีเดียว ยิ่งเราทำให้ สมาร์ทโฟน หรือ แท็บเล็ต เย็นมากแค่ไหน ก็จะยิ่งยืดอายุของแบตเตอรี่ได้ยาวนานเท่านั้น โดยความร้อนที่ว่านี้ ไม่ได้หมายถึง การชาร์จแบตเตอรี่บ่อยๆ เพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงด้านการใช้งานด้วย โดยเฉพาะการเล่นเกม คงจะสังเกตเห็นกันบ้างว่า ถ้าหากเล่นเกมไปนานๆ ตัวเครื่องจะร้อนขึ้น แล้วยิ่งเล่นเกมไปชาร์จไปด้วย จะถือว่า เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้แบตเตอรี่เสื่อมได้ง่ายเลยทีเดียว ฉะนั้น ขณะที่ใช้งาน ถ้าหากรู้สึกว่า ตัวเครื่องเริ่มร้อน ให้หยุดพักจนตัวเครื่องเย็น แล้วหยิบมาใช้งานต่อ จะช่วยยืดอายุได้นานครับ
อ้อ... อีกอย่างก็คือ การชาร์จแบบไร้สาย จะทำให้แบตเสื่อมได้เร็วกว่า การชาร์จแบบปกติครับ เนื่องจากตัวเครื่อง จะต้องวางอยู่บนแผ่นความร้อนตลอดเวลาที่ทำการชาร์จ ฉะนั้น ถ้าเลี่ยงได้ ควรชาร์จแบตเตอรี่แบบเสียบสายชาร์จ จะดีกว่าครับ
อย่าปล่อยให้แบตหมดจนเหลือ 0%
เลข 0 คืออันตรายสำหรับแบตเตอรี่ครับ ผู้ใช้งานจะต้องคอยสังเกตด้วยว่า อุปกรณ์ของเรา เหลือแบตเตอรี่กี่เปอร์เซ็นต์ อย่าพยายามใช้จนแบตหมด และตัวเครื่องดับลงโดยเด็ดขาด เพราะแบตเตอรี่ประเภท Lithium-ion นั้น เมื่อใดก็ตามที่แบตเหลือ 0% จะเกิดอาการไม่เสถียร และเป็นอันตรายต่อการชาร์จมากทีเดียว
อย่าใช้ที่ชาร์จของปลอม หรือไม่ได้มาตรฐาน
คงจะได้ยินข่าวกันบ่อย เรื่อง iPhone ระเบิดขณะชาร์จ ส่วนใหญ่เป็นเพราะที่ชาร์จแบตเตอรี่ที่ใช้อยู่นั้น เป็นของปลอมนั่นเอง โดยที่ชาร์จของแท้จากผู้ผลิต ปกติแล้วจะมีวงจรตัดกระแสไฟฟ้า เมื่อแบตเตอรี่เต็ม 100% แต่สำหรับที่ชาร์จของปลอมนั้น จะทำการปล่อยกระแสไฟฟ้าเข้าตลอดเวลา ทำให้ตัวเครื่องร้อน และเป็นสาเหตุทำให้แบตเตอรี่เสื่อมเร็วอีกด้วยครับ
สนับสนุนเนื้อหา: www.techmoblog.com
ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>> hitech.sanook.com

วันจันทร์ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2557

5 นวัตกรรมเปลี่ยนโลก

นวัตกรรมเปลี่ยนโลก

          ถ้าพูดถึงวิ่งประดิษฐ์ต่างๆบนโลกใบนี้ คงมีเยอะมากจนพูดได้ไม่หมด แต่ถ้าเราลองดูเฉพาะสิ่งที่สร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นกับโลกได้ คงจะเหลือน้อยลง แล้วอะไรบ้างที่ทำให้เกิดความเปลี่ยนให้เกิดขึ้นได้จริงๆ วันนี้เราจึงคัดมาให้ดูกันกับ 5 นวัตกรรมเปลี่ยนโลก ลองมาดูกันดีกว่าว่าจะมีอะไรบ้าง
5. Steam Engine เครื่องจักรไอน้ำ


          ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของอุตสาหกรรมเครื่องยนต์เลยก็ว่าได้ แม้จะมีข้อจำกัดในการใช้ แต่ก็ได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางในวงการอุตสาหกรรม เริ่มผลิตครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 1712
Historic steam engine from White Pass Yukon Route Railroad Skagway, Alaska.
4. Automobile รถยนต์
          คงไม่ต้องบอกว่านวัตกรรมนี้เปลี่ยนแปลงโลกไปขนาดไหน เพราะทุกวันนี้คงหาถนนที่ไม่มีรถวิ่งไม่ได้แล้ว ถือว่าเป็นอีกหนึ่งนวัตกรรมที่เปลี่ยนโฉมหน้าวงการเครื่องยนต์ไปตลอดกาล
3. Light bulb หลอดไฟ
          สิ่งประดิษฐ์ให้แสงสว่างที่คงไม่ต้องบอกว่า ได้กลายมาเป็นสิ่งจำเป็นในชีวิตมนุษยืขนาดไหน เปลี่ยนจากกลางคืนให้กลายเป็นเมืองแห่งแสงไฟได้ในพริบตา
2. Computer
          นวัตกรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดชิ้นหนึ่ง ที่เปลี่ยนโลกนี้ให้ทุกอย่างง่ายขึ้น คงไม่ไม่มีใครปฎิเสธถึงความสะดวกสบายที่ได้รับจากมัน และคงไม่มีใครที่ไม่รู้จักสิ่งนี้ เครื่องคอมพิวเตอร์
1. Internet
          ที่สุดแห่งนวัตกรรมเปลี่ยนโลกอย่างแท้จริง เชื่อมคนที่อยู่คนละซีกโลกให้อยู่ใกล้กันได้ภายในไม่กี่วินาที นวัตกรรมที่กลายเป้นส่วนหนึ่งในชีวิตของคนเมือง
คงต้องรอดูว่าในอนาคตจะมีนวัตกรรมอะไรใหม่ๆถูกสร้างมาเขย่าโลกอีกบ้าง...
สนับสนุนบทความ : Arip
ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>> thaizones-hitech.blogspot.com